วันพุธที่ 20 เดือน กันยายน พุทธศักราช 2560 | เวลา 3 นาฬิกา 20 นาที
 
 หน้าแรกของเว็บไซต์
 ประวัติต่าง ๆ วัดช่องลม
ประวัติวัดสุทธิวาตวราราม ประวัติพระอุโบสถ ประวัติพระประธาน ประวัติเจ้าอาวาสวัดช่องลม ประวัติหลวงปู่แก้ว ประวัติวิหารหลวงปู่แก้ว ประวัตินกนางแอ่นในวิหาร ประวัติผู้ก่อตั้งวัดช่องลม ประวัติวัตถุมงคล ประวัติอนุสาวรีย์รัชกาลที่ 5 ประวัติอุทยานพระโพธิสัตว์กวนอิม
 ประวัติต่าง ๆ สมุทรสาคร
พระพุทธเจ้าหลวงกับสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาครในอดีต ตราประจำจังหวัดสมุทรสาคร ตราสัญลักษณ์เทศบาลสมุทรสาคร ท่าเรือเทศบาลเมืองสมุทรสาคร ประวัติโรงพยาบาลสมุทรสาคร
 เพลงธรรมะ - เสียงธรรม
 เส้นทางมาวัดสุทธิวาตวราราม
 แบบฟอร์มติดต่อ-สอบถาม





























































   



รุ่นที่ 1. สร้างเมื่อ พ.ศ. 2502 เพื่อเป็นอนุสรณ์เนื่องในงานครบรอบสมาคมศิษย์ รัตนมุนี และเป็นวันเกิดของพระเดชพระคุณพระราชสาครมุนี (ยศในสมัยนั้น) เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2502 ผู้ที่เป็นคนริเริ่ม สร้างเหรียญรุ่นนี้คือ พระสาครธรรมคณี อดีตเจ้าคณะจังหวัดสมุทรสาคร (ในสมัยนั้นท่านได้เป็นพระครูโอภาสธรรมสาคร) เป็นผู้ออกแบบ รูปแบบ และเป็นผู้จัดทำทั้งหมด ลักษณะของเหรียญ สร้างเป็นเหรียญกลมรูปไข่ ด้านหน้าเป็นรูปหลวงปู่แก้ว เป็นภาพนูนครึ่งองค์ ห่มจีวรลดไหล่ พาดสังฆาฎิ ด้านล่างเหรียญ จารึกอักษรว่า "พระราชสาครมุนี" ส่วนด้านหลัง ตรงกลางเป็นยันต์ อุณาโลม ตัวเดียวสำหรับเนื้อของเหรียญรุ่นนี้ ทำด้วยเงินประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ สีขาว ทำเป็น 2 แบบคือ อย่างห่วงและแบบเข็มกลัด โดยเฉพาะอย่างเข็มกลัดนั้น ทำแจกเฉพาะกรรมการที่จัดงานเท่านั้น ซึ่งมีประมาณ 200 เหรียญ ชุบทอง ซึ่งจำนวนเหรียญที่ทำในรุ่นนี้ ทั้งห่วง และ เข็มกลัดรวมกันได้ 2502 เหรียญเท่า พ.ศ.ที่ออกเท่านั้น จึงเป็นเหรียญจำนวนน้อยมากและนับเป็นเหรียญที่หายากที่สุดในปัจจุบันเพราะมีจำนวนจำกัด

รุ่นที่ 2. สร้างเมื่อ พ.ศ. 2506 สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ เนื่องในงานวันเกิดของหลวงปู่แก้ว ที่มีอายุครบ 5 รอบคืออายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ ผู้ที่ริเริ่มเหรียญรุ่นนี้ก็คือ พระสาครธรรมคณี อดีตเจ้าคณะจังหวัดสมุทรสาคร เป็นผู้ออกแบบ และจัดทำ ลักษณะของเหรียญรุ่นนี้ ทำเหมือนกับรุ่น 1 ทุกประการ คือเป็นเหรียญกลมรูปไข่ ด้านหน้าเป็นรูปหลวงปู่ รูปนูนครึ่งองค์ ศีรษะโตว่ารุ่นแรกเล็กน้อย ด้านล่างของรูปเขียนอักษรว่า "พระราชสาครมุนี" ส่วนด้านหลังตรงกลางเป็น ยันต์อุณาโลม เขียนอักษรด้านบน ว่า "ฉลองชนมายุครบรอบ 60 ปี" และเหรียญรุ่นนี้ทำขึ้นเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2506 จำนวนของเหรียญที่ทำในรุ่นนี้ประมาณ 5,000 เหรียญ รุ่น 2 เสริม ทำขึ้นใน พ.ศ. เดียวกัน หลังจากจัดงานวันเกิดของหลวงปู่เสร็จเรียบร้อยแล้ว ปรากฏว่าเหรียญที่ทำมานั้น หมด พวกแม่ครัว และคนงานของวัดไม่ได้รับเหรียญนี้ ต่างก็อยากได้ไว้เป็นอนุสรณ์บ้าง และผู้ที่ยังไม่ได้เหรียญอีกเป็นจำนวนมาก ก็ต่างเรียกร้องต้องการเหรียญไว้บูชาบ้าง พระสาครมุนี เจ้าอาวาสวัดสุทธิวาตวราราม รูปปัจจุบัน (สมัยนั้นเป็นพระครูสังฆรักษ์) จึงได้ไปขออนุญาต หลวงปู่ขอพิมพ์เพิ่มเติม เพื่อนำมาแจกพวกคนงานวัด และแม่ครัว เมื่อไปติดต่อจากร้านเก่าที่พิมพ์นั้นเกิดมีปัญหาเรื่องราคา พระสาครมุนี จึงได้ไปพิมพ์ร้านใหม่ โดยเอาแบบอย่างที่พิมพ์ครั้งแรกไว้ให้ดู ปรากฏว่าผลที่ออกมานี้ รูปลักษณะ รูปเหรียญ และเนื้อของเหรียญ เหมือนกับที่พิมพ์ครั้งแรกทุกอย่าง แต่หน้าของหลวงปู่ที่พิมพ์เสริมขึ้นมานี้ จะแก่กว่ารูปที่พิมพ์ในครั้งแรกจึงมองเห็นเป็นคนละรุ่นกัน ส่วนอักษรทั้งด้านหน้าและด้านหลัง เหมือนกันทุกอย่าง แต่ที่สังเกตเห็นได้ชัดว่าต่างกันนั้นคือ พิมพ์ครั้งแรก ใบหน้าหนุ่มส่วนพิมพ์เสริมใหม่นี้ หน้าแก่กว่าเท่านั้น

รุ่นที่ 3. สร้างเมื่อปี 2508 เนื่องในงานเสด็จพระราชดำเนินทอดพระกฐินต้นของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมราชินีนาถ เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2508 ผู้จัดสร้างเหรียญรุ่นนี้คือพระสาครมุนี เจ้าอาวาสวัดสุทธิวาตวราราม รูปปัจจุบัน เป็นผู้จัดทำและออกแบบ ลักษณะของเหรียญทำเป็นเหรียญกลม เท่าเหรียญ 50 สตางค์ เป็นเนื้อทองแดงชุบโครเมี่ยมด้านหน้าเป็นรูปหลวงปู่เฉพาะใบหน้า ศีรษะโต ด้านบนเหนือศีรษะมีอักษรจารึกไว้ว่า "ในงานทอกพระกฐิน 08" และด้านล่างได้มีการจารึกไว้ว่า "พระราชสาครมุนี" ส่วนด้านหลงเป็นยันต์ อุณาโลมอย่างเดียวมีแหนบติดด้านขวาง และเป็นแหนบตันสำหรับเหรียญกฐินต้นนี้ อย่างกลมทำเป็นแหนบอย่างเดียวไม่มีห่วงห้อยแต่อย่างใด รุ่น 3 เสริม เนื่องจากเหรียญรุ่นนี้ทำขึ้นเพื่อแจกจ่างแก่ประชาชนที่มาในงานพระกฐินต้นเท่านั้น จึงไม่มีจำหน่ายเมื่องานมีคนมาเป็นจำนวนมากเหรียญที่ทำมานั้นจึงไม่พอแจกจ่าย โดยเฉพาะพวกตำรวจ ทหาร ที่มาอารักขาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมราชินีนาถ ไม่ได้เหรียญไป พระสาครมุนี จึงได้ไปสั่งทำเพิ่มขึ้นมาอีก แต่เห็นว่า เหรียญที่ออกไปนี้เป็นเหรียญแหนบทั้งหมด ท่านจึงต้องการที่จะเอาเหรียญอย่างห่วงบ้าง จึงได้เอาแบบอย่างของเหรียญรุ่นที่ 1 พิมพ์เมื่อ 02 เอาไปทำเป็นแบบ เพราะฉะนั้น เมื่อเหรียญออกมาจึงมีรูปแบบคล้ายกับรุ่นหนึ่งมาก และข้อความที่จารึกไว้ที่เหรียญที่ ด้านหน้า ด้านหลัง ก็เหมือนรุ่น 1 เล็กน้อย เพราะเอารูปแบบของรุ่น1ไปทำ นายช่างเลยเข้าใจว่า ให้ทำเหมือนรูปแบบที่ให้ไว้เป็นตัวอย่าง เมื่อเหรียญออกมาจึงมีรูปร่างเหมือนรุ่น 1 สำหรับเหรียญรุ่นเสริมกฐินนี้นับเป็นเหรียญที่หายากที่สุด เพราะมีจำนวนน้อย ปรากฏว่าแจกออกเพียงประมาณ 400 ถึง 500 เหรียญเท่านั้น ที่เหลือนากนั้น เอาไปบรรจุไว้ในกระแห่งหนึ่งหมด

รุ่นที่ 4. สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2509 เพื่อเป็นที่ระลึกในงานผูกพัทธสีมา ฝังลูกนิมิตพระอุโบสถหลังใหม่โดยรูปแบบและลักษณะของเหรียญรุ่นนี้ จัดทำโดย พระสาครมุนี เหรียญรุ่นนี้ทำแบบกลมขนาดเท่ากับเหรียญ 50 สตางค์ เหมือนรุ่นกฐินต้น แต่รุ่นนี้ทำเป็น 2 แบบคือ แบบห่วงห้อยและแบบมีแหนบด้านหลังแต่เป็นแหนบโปร่ง ด้านหน้าเหรียญเป็นรูปหลวงปู่ครึ่งองค์หน้านูนเฉพาะศีรษะและมีเส้นรอบวงกลมตามรูปเหรียญด้านบนศีรษะมีอักษรจารึกว่า "พระราชสาครมุนี" และด้านล่างมีอักษรว่า "ในงานผูกพัทธสีมาวัดช่องลม 09" ส่วนด้านหลังเป็นยันต์อุณาโลมอย่างเดียว เนื้อเหรียญนี้ทำเป็น 3 อย่าง คือ ทองคำแท้-นาค-นิเกิลขาว และออกเป็นเหรียญกลมอย่างเดียว

รุ่นที่ 5. สร้างเมื่อ 2510 ในงานฉลองสมณศักดิ์ พระเทพสาครมุนี เนื่องจากหลวงปู่เลื่อนสมณศักดิ์จากพระราชาคณะชั้นราช ไปเป็นพระราชาคณะชั้นเทพ ที่ "พระเทพสาครมุนี" และผู้จัดทำเหรียญรุ่นคือพระสาครมุนีการทำเหรียญรุ่นนี้ทำเป็นแบบพัดยศชั้นเทพ ยอดแหลม เพื่อเป็นสัญลักษณ์ในการฉลองสมณศักดิ์ชั้นเทพ ลักษณะการทำด้านหน้าตรงกลางเหรียญเป็นรูปหลวงปู่หน้านูน มีเส้นล้อมรอบตามรูปพัดยศ ด้านบนศีรษะมีอักษรว่า "ที่ระลึกฉลองสมณศักดิ์" และด้านล่างเขียนว่า "พระเทพสาครมุนี" ด้านหลังเป็นยันต์อุณาโลม และเหรียญรุ่นนี้ทำเป็น 3 แบบ คือ ห่วงแขวน-แหนบเสียบ-และหมุดสำหรับเสียบเนคไท และเนื้อของเหรียญทำเป็น ทองคำ-เงิน-ทองแดง-แสตนเลสส

รุ่นที่ 6. สร้างเมื่อ 2512 เนื่องในวันคล้ายวันเกิดของหลวงปู่ พระเทพสาครมุนี เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2512 ผู้ทำคือ พระครูปลัดสุพัฒน์ ลักษณะของรูปเหรียญรุ่นนี้ ทำเป็นแบบพัดยศเหมือนรุ่นก่อน แต่ย่อส่วนให้เล็กลงกว่าเก่า ให้มีขนาดกลางและขนาดเล็ก สำหรับเหรียญรูปพัดยศนั้น ด้านหน้าเหรียญเป็นรูปหลวงปู่ครึ่งองค์นูนรูปของเหรียญเป็นลวดลายพัดยศ ด้านล่างของเหรียญมีอักษรว่า "พระเทพสาครมุนี"ส่วนด้านหลังมีอักษรว่า "วัดสุทธิวาตวราราม" 25 ธ.ค. 12 นอกจากเหรียญพัดยศแล้วได้ทำเหรียญกลมเท่าเหรียญ 50 สตางค์ อีกอย่างหนึ่งด้วย โดยทำเป็นแบบห่วงแขวนอย่างเดียว รูปพัดยศขนาดกลาง ทำเป็น 2 แบบคือ แบบห่วงแขวนและแหนบเสียบ ส่วนขนาดเล็ก ทำเป็น ห่วงและหมุด ส่วนเนื้อของเหรียญรุ่นนี้ทั้ง 2 แบบ มีเนื้อ แสตนเลสส์ และเนื้อทองคำแท้

รุ่นที่ 7. สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2517 เนื่องในงานวันคล้ายวันเกิดของหลวงปู่ พระเทพสาครมุนี เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2517 ผู้ที่ริเริ่มจัดทำเหรียญรุ่นนี้ คือ คุณเกษม สายแสง และผู้ที่ออกแบบและควบคุมแบบ คือ พระมหาสมบูรณ์ ปญฺญาวุโธ เจ้าคณะจังหวัดสมุทรสาคร รูปปัจจุบัน ทำการเปลี่ยนแปลงการทำเหรียญให้สวยงาม และมาตรฐานขึ้น โดยให้ กองกษาปน์ กรมธนารักษ์ เป็นผู้จัดทำ โดยใช้วิธีการทำเหรียญเหมือนกันกับการทำเหรียญบาททั่วๆ ไป สำหรับลักษณะของเหรียญรุ่นนี้ ทำเป็นแบบรูปไข่ ด้านหน้าเป็นรูปหลวงปู่ พระเทพสาครมุนี ภาพนูนครึ่ง องค์หน้าตรงด้านบนศีรษะมีอักษรเขียนเป็นภาษาบาลีว่า "สทา ภทฺรานิ ปสฺสตุ" (ซึ่งแปลว่าจงประสพแต่ความเจริญทุกเมื่อ) ส่วนด้านล่างของเหรียญมีอักษรว่า "พระเทพสาครมุนี (หลวงพ่อแก้ว) วัดช่องลม" ด้านหลังของเหรียญเขียนเป็นภาษาขอม 4 ตัว และมียันต์อุณาโลมอยู่ข้างบนเหนืออักษรขอมอีกทีหนึ่งด้านบนมีอักษรว่า "อายุครบ 71 บริบูรณ์" ด้านล่างมีอักษรว่า " 25 ธันวาคม 2517" เหรียญรุ่นนี้ ทำเป็นหลายเนื้อ คือ เนื้อทองคำแท้-เนื้อเงิน-นวโลหะ-ทองแดงรมดำ-เนื้อตะกั่วถ้า สำหรับเนื้อตะกั่วถ้ำชานั้น เป็นตะกั่วถ้ำชาสมัยทวาราวดีซึ่งเป็นของหายาก สำหรับเหรียญรุ่นนี้ เป็นเหรียญที่มีความคมชัด และทำได้อย่างมาตรฐานนับเป็นเหรียญที่มีคนนิยมสูงรุ่นหนึ่ง ในจำนวนเหรียญทั้งหมดนอกเหนือจากเหรียญที่ทำเป็นที่ระลึกวันคล้ายวันเกิดของหลวงปู่แล้ว ทางวัดยังได้ทำโล่ ขึ้นอีกชนิดหนึ่ง ลักษณะของโล่นั้น ทำเลียนแบบเหรียญทุกอย่างแต่มีความใหญกว่าเพื่อให้ไว้บูชา โดยรูปด้านหน้าขยายใหญ่ให้มีความชัดขึ้น เป็นเนื้อทองแดง รูปไข่

รุ่นที่ 8. ทำเมื่อปี พ.ศ. 2518 เป็นอนุสรณ์คล้ายวันเกิดของหลวงปู่แก้ว เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2518 รูปแบบของเหรียญรุ่นนี้ ทำเหมือนรุ่น พ.ศ. 2517 ทุกอย่าง ผิดกันแต่ตัวอักษรด้านหลังของเหรียญเท่านั้น โดยด้านหลังมีอักษรเขียนไว้ว่า "อายุครบ 72 บริบูรณ์" ด้านล่างเขียนว่า "25 ธันวาคม 2518" ส่วนด้านหน้าเหมือนกันหมด สำหรับเหรียญรุ่นนี้ทำเป็นเนื้อเงิน-บรอนซ์ ทองแบบเหรียญ 50 สตางค์ เหรียญทองแดงรมดำ ทำที่กองกษาปน์ เช่น เดียวกัน คุณเกษม สายแสง เป็นผู้จัดทำ โดยยึดแบบเดิม

รุ่นที่ 9. ทำขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2519 เพื่อเป็นที่ระลึกในงานคล้ายวันเกิดของหลวงปู่ เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2519 โดยทำเป็นรูปพัดยศพระราชาคณะชั้นเทพยอดแหลม โดยนำมาปรับปรุงให้มีรูปลักษณ์ที่คล้ายกับพัดยศมากที่สุดและมีความสวยงามกว่าเก่า ผู้ออกแบบคือ พระมหาสมบูรณ์ ปญฺญาวุโธ ลักษณะเหรียญด้านหน้าเป็นรูปครึ่งองค์นูนหน้าตรง อยู่ตรงกลางพัดยศด้านล่างมีอักษรว่า "พระเทพสาครมุนี(แก้ว) ส่วนด้านหลังได้เขียนเป็นยันต์อุณาโลม ล้อมรอบด้วยตัวหนังสือที่เขียนว่า "วัดสุทธิวาตวราราม (ช่องลม) 25 ธ.ค. 19" ส่วนรูปพัดทำเป็นลวดลายสวยงามมาก โดยเลียนแบบรูปพัดจริงทุกอย่างสำหรับเนื้อเหรียญรุ่นนี้ ทำเป็น 3เนื้อ คือ เนื้อเหรียญบาท-บรอนซ์ทอง แบบเหรียญแบบ 50 สตางค์-ทองแดง โดยทำเป็นห่วงห้อยอย่างเดียว

รุ่นที่ 10. สร้างเมื่อ พ.ศ. 2520 รุ่นนี้สร้างขึ้นเพื่อหาทุนสร้างโรงเรียนปริยัติธรรมรูปแบบการสร้างเป็นเหรียญกลมรูปไข่ ด้านหน้าเป็นรูปหลวงปู่นูนครึ่งองค์ เปลี่ยนจากหน้าตรงเป็นด้านเอียงขวาด้านข้าง ด้านบนมีอักษรเขียนเป็นภาษาบาลี"สทา ภทฺรานิ ปสฺสตุ" ด้านล่างเขียนว่า "พระเทพสาครมุนี(หลวงพ่อแก้ว) วัดช่องลม" ส่วนด้านหลังมียันต์อุณาโลม และภาษาขอม 4 ตัว ด้านบนมีอักษรว่า "รุ่นพิเศษ 2520" ด้านล่าง มีอักษรว่า "สร้าง ร.ร. ปริยัติธรรม" และสำหรับเหรียญรุ่นนี้ก็จัดทำที่กองกษาปน์เช่นกัน และทำเป็นหลายเนื้อ คือ ทองคำ-เงิน-นาค-นวโลหะ สำหรับเหรียญรุ่นนี้ทำขึ้นเพื่อเป็นทุนในการสร้างโรงเรียนปริยัติธรรมราคา 6 ล้านบาทโดยเฉพาะ

รุ่นที่ 11. สร้างเมื่อ พ.ศ. 2521 เป็นอนุสรณ์เนื่องในวันคล้ายวันเกิดของหลวงปู่ เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม2521 สำหรับเหรียญรุ่นนี้ ทำเป็นแบบเหรียญกลมขนาด เหรียญ 50 สตางค์ และ 25 สตางค์เป็นห่วงห้อยด้านหน้าเป็นรูปหลวงปู่ครึ่งองค์หน้าตรง ด้านบนศีรษะเขียนอักษรว่า "สทา ภทฺรานิ ปสฺสตุ" ด้านล่างจารึกว่า "พระเทพสาครมุนี (หลวงพ่อแก้ว) วัดช่องลม" ด้านหลังมียันต์อุณาโลม มีอักษรจารึกว่า "อายุครบ 75 บริบูรณ์ 25 ธันวาคม 2521" ทำเป็น 4 เนื้อ คือ ทองคำ-เงิน-นวโลหะ-ทองแดง และมีทั้ง 2 ขนาด คือ ทั้งเล็กและใหญ่

รุ่นที่ 12. สร้างเมื่อ พ.ศ. 2522 เพื่อเป็นอนุสรณ์เนื่องในงานเปิดสะพาน และเปิดโรงเรียนปริยัติธรรมวัดสุทธิวาตวราราม เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2522 โดยรูปแบบของเหรียญเป็นเหรียญกลมรูปไข่แต่เปลี่ยนแปลงจากรูปครึ่งองค์ เป็นรูปนั่งขัดสมาธิเต็มองค์ด้านตรง ด้านหน้าเขียนอักษรว่า "พระเทพสาครมุนี (หลวงพ่อแก้ว) วัดช่องลม" มีภาษาบาลีว่า "สทา ภทฺรานิ ปสฺสตุ" อยู่ด้านบนเหรียญ ส่วนด้านหลังของเหรียญมียันต์อุณาโลม ด้านบนของยันต์เขียนอักษรว่า "18 ล้าน" ด้านล่างของยันต์ เขียนอักษรว่า "76"และด้านล่างของเหรียญถัดจากตัวเลขลงมา เขียนอักษรว่า "เปิดสะพาน เปิด ร.ร. ปริยัติธรรม" การที่มีอักษรเช่นนี้ก็เพื่อเป็นอนุสรณ์เนื่องในงานเปิดสะพาน และโรงเรียนปริยัติธรรม ซึ่งหลวงปู่ท่านเป็นผู้ริเริ่มสร้าง และเสร็จเรียบร้อยในวงเงินทั้งสิ้น 18 ล้านบาท ส่วนตัวเลข 76 นั้นเป็นอายุของท่านใน พ.ศ. 2522 สำหรับเหรียญรุ่นนี้ทำเป็นแบบเดียวและเนื้อเดียวเท่านั้น คือทำเป็นเนื้อทองแดงรมดำ มีผู้นิยมเหรียญรุ่นนี้มาก เนื่องจากทางวัดมิได้มีไว้ให้เช่าบูชาแต่ทำมาเพื่อแจกเป็นที่ระลึกเนื่องในงานเปิดสะพาน และโรง-เรียนโดยเฉพาะ และก็แจกหมดหลังจากงานเสร็จสิ้นไปแล้วจึงมิได้มีให้เช่าอีก

รุ่นที่ 13. สร้างเมื่อ พ.ศ. 2523 เนื่องในงานคล้ายวันเกิดของหลวงปู่ พระเทพสาครมุนี เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2523 การสร้างเหรียญรุ่นนี้ ทำเป็น 2 แบบคือ แบบแรก ทำเป็นรูปเหรียญหลวงปู่ด้านหน้าเป็นรูปครึ่งองค์หน้าตรง มีอักษรจารึกไว้ว่า "พระเทพสาครมุนี (หลวงพ่อแก้ว) วัดช่องลม" ส่วนด้านบนเป็นภาษาบาลีว่า "สทา ภทฺรานิ ปสฺสตุ" ส่วนด้านหลังมียันต์อุณาโลม และภาษาขอม 4 ตัว ด้านบนมีอักษรว่า "อายุครบ 77 บริบูรณ์" ด้านล่างเหรียญเขียนว่า " 25 ธันวาคม 2523" ทำเป็นเนื้อทองแดงทั้งหมดอีกแบบหนึ่งทำเป็นเหรียญรุ่น 18 ล้าน ด้านหน้าหมือนกันทุกอย่างแต่ด้านหลังของเหรียญทำเป็นแบบมียันต์อุณาโลม ด้านบนมีอักษรว่า 18 ล้าน ด้านล่างยันต์มีเลข 77 ด้านล่างของเลขมีอักษรว่าเปิดสะพาน เปิด ร.ร. ปริยัติธรรมเหมือนกัน และทำเป็นเนื้อทองแดงรมดำอย่างเดียว

พระผงสมเด็จหลวงปู่แก้ว รุ่นที่ 1. สำหรับพระผงสมเด็จหลวงปู่แก้วนี้ ทำเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2513 ซึ่งได้จัดพิมพ์เป็นจำนวน50,000 เศษ เก็บไว้ 40,000 องค์ เพื่อไว้สมนาคุณแก่ผู้มีศรัทธา นอกนั้นนำไปบรรจุไว้ในกรุพร้อมทั้งแม่พิมพ์ เพื่อเป็นอนุสรณ์ และเป็นหลักชัยของวัดสุทธิวาตวรารามในอนาคตสืบต่อไป รูปลักษณะของพระสมเด็จของสมเด็จรุ่นนี้ ทำเป็นแบบสมเด็จทั่วๆ ไปรูปองค์พระนั้น จำลองมาจากพระประธานในพระ-อุโบสถของวัดสุทธิวาตวราราม คือ นั่งขัดสมาธิ บนแท่นสูง มีผ้าทิพย์ห้อมลงมาด้านล่าง มีเส้นโค้งรอบองค์พระ ส่วนด้านหลัง ทำเป็นซุ้ม 3 ยอด ตรงกลางซุ้ม มียันต์อุณาโลมเขียนเอาไว้ ด้านล่างซุ้มมีอักษรว่า "แก้วสุทธิ" สำหรับส่วนผสมของพระผงสมเด็จนี้ ค่อนข้างจะหนักไปในจำพวกเกษรดอกไม้-ผงแร่-ผงว่าน 108-ผงจากดิน 8 จังหวัด-ผงอิทธิเจปฐมัง และผงอื่นๆ ตามกรรมวิธีของการทำ เมื่อทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว หลวงปู่ได้ทำการลงอักขระทุกองค์โดยลงทีละองค์จนครบ แล้วทำการปลุกเสกในพรรษา ครบไตรมาศ นับว่าเป็นพระผงสมเด็จที่ทำถูกวิธีและทำด้วยปราณีรอบคอบจึงเป็นที่นิยมของพวกชอบพระผงทั่ว ๆ ไป แต่พวกชาวสมุทรสาครชอบเรียกพระผงรุ่นนี้ว่า "สมเด็จน้ำท่วม" เพราะในวันที่เริ่มจัดทำก็เกิดปรากฏการณ์ประหลาดน้ำได้ท่วมวัดเป็นที่อัศจรรย์ต่อผู้ที่ได้พบเห็นเป็นอย่างยิ่ง

รุ่นที่ 2. สร้างขึ้นเมื่อ 2515 เนื่องในงานปีปิดทองพระพุทธบาทจำลอง ของวัดสุทธิวาตวราราม เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2515 การทำเหรียญรุ่น 2 นี้ ทำเป็น 2 แบบคือ แบบใหญ่เท่ากับรุ่นแรกและแบบเล็ก เท่ากับสมเด็จคะแนน (ใหญ่กว่าสมเด็จวัดปากน้ำเล็กน้อย) เพราะหลวงปู่ได้พิจารณาเห็นว่าสมเด็จใหญ่นั้น พวกสตรีและเด็ก แขวนรุ่นใหญ่จะทำให้ไม่เหมาะสมจึงได้ทำสมเด็จคะแนนขึ้นอีกแบบหนึ่ง สำหรับลักษณะของสมเด็จรุ่นนี้ ทำเหมือนกับรุ่นแรกทุกอย่าง โดยนำเอาพิมพ์ของรุ่นแรกไปแกะให้มีความคมชัดขึ้นอีก และทำให้ลึกกว่าเก่า เพราะเมื่อพิมพ์ออกมาแล้ว จะดูคมชัดและสวยงามขึ้น เพราะฉะนั้น รูปลักษณะของรุ่น 2 นี้จึงเหมือนกับรุ่น 1 ทุกอย่าง แต่มีที่สังเกตอยู่ด้านหลังคือ คำว่า "แก้วสุทธิ" นั้นจะมีเส้นล้อมรอบตัวหนังสือไว้เท่านั้น และที่น่าสังเกตอีกอย่างหนึ่งคือ องค์ของสมเด็จรุ่น 2 นี้ จะนูนกว่ารุ่นแรกส่วนสมเด็จเล็กนั้นรูปลักษณะเหมือนกันกับรุ่นใหญ่ทุกอย่างเพียงแต่ย่อรูปให้เล็กลงเท่านั้นส่วนตัวหนังสือ "แก้วสุทธิ" ไม่มีเส้นล้อมรอบเหมือนรุ่นใหญ่ และพระผงรุ่นเล็กนี้ออกเพียงครั้งเดียว ไม่มีพิมพ์เสริม หรือพิมพ์เพิ่มเติมแต่อย่างใด เมื่อพิมพ์เสร็จแล้วได้นำแท่นพิมพ์ และแม่พิมพ์บรรจุไว้ในกรุ ด้านหน้าและด้านหลังพระอุโบสถวัดสุทธิวาตวราราม


รูปหล่อเหมือนหลวงปู่แก้ว สำหรับรูปหล่อเหมือนหลวงปู่แก้วนี้ สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2522 เพื่อเป็นอนุสรณ์เนื่องในวันคล้ายวันเกิดของหลวงปู่ พระเทพสาครมุนี ผู้ที่ริเริ่มสร้างรูปหล่อเหมือนตัวจริงนี้ คือ จ.อ. บันเทิง เอมเจริญ เป็นผู้ที่ออกแบบและรูปลักษณะ โดยให้ช่างเกษม มงคลเจริญ เป็นผู้ปั้นแบบและหล่อออกมาเป็นรูปของหลวงปู่ ซึ่งนับเป็นรูปหล่อที่มีรูปร่างลักษณะคล้ายกับตัวจริงของหลวงปู่มาก และเป็นรูปหล่อที่ออกเพียงรุ่นเดียว สมัยเมื่อหลวงปู่ยังมีชีวิตอยู่ลักษณะของรูปหล่อนั้นเป็นแบบนั่งขัดสมาธิลอยตัว ที่ฐานรูปหล่อนั้น จารึกอักษรว่า "วัดช่องลม สมุทรสาคร" เนื้อของรูปหล่อนั้น ทำด้วยเงิน-นวโลหะ นับเป็นวัตถุมงคลที่มีคนนิยมกันมากรุ่นหนึ่งเพราะเป็นรูปหล่อแทนองค์จริงของหลวงปู่ คนนิยมเอาไปเลี่ยมแขวนใช้กันมาก

ปิดตามหาลาภ สำหรับผงปิดตามหาลาภนั้น สร้างขึ้นเมื่อ 2525 และนับว่าเป็นวัตถุมงคลชิ้นสุดท้ายของหลวงปู่ ที่ได้สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ในวันคล้ายวันเกิดเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2525 และเพื่อหาเงินสร้างเขื่อนหลังวัด มูลเหตุแห่งการสร้างพระผงปิดตารุ่นนี้ ก็เนื่องจากว่า หลังจากทำเขื่อนหลังวัดเสร็จเรียนร้อยแล้ว ซึ่งต้องใช้เงินถึง 6 ล้านบาท ทางวัดเป็นหนี้อยู่อีก 1 ล้านบาท หลวงปู่จึงได้ปรึกษากับ คุณบันเทิง เอมเจริญ ถึงเรื่องนี้ คุณบันเทิงจึงคิดสร้างพระผงปิดตาขึ้น เพราะในยุคนั้น คนนิยมพระปิดตากันมาก เพื่อนำเงินที่ได้จากการให้ศิษย์เช่าไปบูชา แล้วนำเงินมาใช้หนี้ คุณบันเทิงจึงได้เข้าปรึกษากับหลวงปู่ เพื่อขออนุญาตสร้าง เมื่อหลวงปู่อนุญาตแล้ว คุณบันเทิงจึงคิดทำแบบและรูปลักษณะของพระผงผิดตานั้น จากนั้นได้ให้นายช่างเกษม มงคลเจริญ ทำแบบให้แล้วนำเอาผงสมเด็จรุ่น 1 และ รุ่น 2 ที่ชำรุด แตก หัก นำมาบดให้ละเอียดใหม่ แล้วนำผงเกษรดอกไม้-ผงไม้นางพญางิ้วดำ-และผงอื่นๆ ที่เป็นมงคลมาผสมกันเข้าตามวิธีการของการทำพระผงปิดตามหาลาภ ขึ้นตอนในการทำพระผงนี้ ตั้งแต่การผสมผง-การพิมพ์ออกมาเป็นรูปองค์พระ ทางวัดจัดทำเองทั้งหมด จากคณะศิษย์ของหลวงปู่ โดยคณะของคุณบันเทิง และพระภิกษุสามเณรในวัดนี้ทั้งสิ้น รูปลักษณะของพระผงปิดตานั้น ด้านหน้าองค์เป็นรูปพระสังกัจจายน์ นั่งขัดสมาธิเพชรมือทั้งสองปิดหน้า ด้านล่างมีผ้าทิพย์ห้อยลงมาส่วนด้านหลังเป็นยันต์อุณาโลม สำหรับพระผงปิดตารุ่นนี้นับเป็นวัตถุมงคลที่มีคนนิยมสูงสุดในจำนวนวัตถุมงคลทั้งหมด เพราะเมื่อทำเสร็จเรียบร้อยแล้วทางวัดได้เปิดให้คณะศิษย์ทั้งหลายได้เช่าบูชา เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2525 ปรากฎว่า ประชาชนและศิษยานุศิษย์พากันมาเช่าพระผงผิดตากันอย่างมากมาย จนกระทั่งพระปิดตานั้นหมดภายในวันเดียว ซึ่งนับเป็นนิมิตหมายที่ดี ซึ่งพระผงปิดตานั้นมีถึง 3 หมื่นกว่าองค์ ส่วนผู้ที่มาในภายหลังก็ผิดหลังกันตามๆ ไปทำให้ทางวัดได้เงินใช้หนี้ค่าก่อสร้างเขื่อน จำนวน 1 ล้านกว่าบาท แล้วยังมีเงินเหลืออีกเกือบล้านบาท หลวงปู่ได้พูดกับคณะศิษย์ทั้งหลายว่า "ปิดตารุ่นนี้ต้องเรียกว่า รุ่นปลดหนี้" เพราะทำให้ทางวัด หมดหนี้ หมดสินและไม่เป็นหนี้ใครอีกต่อไป ในขณะนี้ พระผงปิดตานี้ก็ยังเป็นนิยมสูง ในวงการพระทั่วๆไปและนับว่าจะมีแนวโน้มว่าจะนิยมกันมากขึ้นทุกขณะ



สงวนลิขสิทธิ์ 2553-2555 โดย พี แอนด์ พี คอมพิวเตอร์
= หนังสืออ้างอิง = เกี่ยวกับผู้จัดทำ =